วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

การชุมนุมสาธารณะที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สรุปมาตราสำคัญตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.๒๕๕๘

             มาตรา ๔  ในพระราชบัญญัตินี้
             "การชุมนุมสาธารณะ” หมายความว่า การชุมนุมของบุคคลในที่สาธารณะเพื่อเรียกร้อง สนับสนุนคัดค้าน หรือแสดงความคิดเห็นในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยแสดงออกต่อประชาชนทั่วไป และบุคคลอื่นสามารถร่วมการชุมนุมนั้นได้ ไม่ว่าการชุมนุมนั้นจะมีการเดินขบวนหรือเคลื่อนย้ายด้วยหรือไม่

             มาตรา ๓  พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่การชุมนุมสาธารณะ ดังต่อไปนี้
             (๑) การชุมนุมเนื่องในงานพระราชพิธีและงานรัฐพิธี
             (๒) การชุมนุมเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนาหรือกิจกรรมตามประเพณีหรือตามวัฒนธรรมแห่งท้องถิ่น
             (๓) การชุมนุมเพื่อจัดแสดงมหรสพ กีฬา ส่งเสริมการท่องเที่ยว หรือกิจกรรมอื่นเพื่อประโยชน์ทางการค้าปกติของผู้จัดการชุมนุมนั้น
             (๔) การชุมนุมภายในสถานศึกษา
             (๕) การชุมนุมหรือการประชุมตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย หรือการประชุมสัมมนาทางวิชาการของสถานศึกษาหรือหน่วยงานที่มีวัตถุประสงค์ทางวิชาการ
             (๖) การชุมนุมสาธารณะในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึกและการชุมนุมสาธารณะที่จัดขึ้นเพื่อประโยชน์ในการหาเสียงเลือกตั้งในช่วงเวลาที่มีการเลือกตั้ง แต่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น

             มาตรา ๖  การชุมนุมสาธารณะต้องเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ
             การใช้สิทธิและเสรีภาพของผู้ชุมนุมในระหว่างการชุมนุมสาธารณะต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตการใช้สิทธิและเสรีภาพตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

             มาตรา ๗  การจัดการชุมนุมสาธารณะในรัศมีหนึ่งร้อยห้าสิบเมตรจากพระบรมมหาราชวัง พระราชวัง วังของพระรัชทายาทหรือของพระบรมวงศ์ตั้งแต่สมเด็จเจ้าฟ้าขึ้นไป พระราชนิเวศน์ พระตําหนัก หรือจากที่ซึ่งพระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท พระบรมวงศ์ตั้งแต่สมเด็จเจ้าฟ้าขึ้นไป หรือผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ ประทับหรือพํานัก หรือสถานที่พํานักของพระราชอาคันตุกะ จะกระทํามิได้
             การจัดการชุมนุมสาธารณะภายในพื้นที่ของรัฐสภา ทําเนียบรัฐบาล และศาล จะกระทํามิได้ เว้นแต่มีการจัดให้มีสถานที่เพื่อใช้สําหรับการชุมนุมสาธารณะภายในพื้นที่นั้น
             ศาลตามวรรคสองหมายความถึง ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลทหาร และศาลอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาล
             ในกรณีจําเป็นเพื่อประโยชน์แห่งการรักษาความปลอดภัยสาธารณะและความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายมีอํานาจประกาศห้ามชุมนุมในรัศมีไม่เกินห้าสิบเมตรรอบสถานที่ตามวรรคสอง ทั้งนี้ ให้คํานึงถึงจํานวนของผู้เข้าร่วมชุมนุมและพฤติการณ์ในการชุมนุมด้วย

             มาตรา ๘  การชุมนุมสาธารณะต้องไม่กีดขวางทางเข้าออก หรือรบกวนการปฏิบัติงานหรือการใช้บริการสถานที่ ดังต่อไปนี้
             (๑) สถานที่ทําการหน่วยงานของรัฐ
             (๒) ท่าอากาศยาน ท่าเรือ สถานีรถไฟ หรือสถานีขนส่งสาธารณะ
             (๓) โรงพยาบาล สถานศึกษา และศาสนสถาน
             (๔) สถานทูตหรือสถานกงสุลของรัฐต่างประเทศ หรือสถานที่ทําการองค์การระหว่างประเทศ
             (๕) สถานที่อื่นตามที่รัฐมนตรีประกาศกําหนด

             มาตรา ๑๐  ผู้ใดประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะ ให้แจ้งการชุมนุมต่อผู้รับแจ้งก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่ายี่สิบสี่ชั่วโมง
             ให้ถือว่าผู้เชิญชวนหรือนัดให้ผู้อื่นมาร่วมชุมนุม ในวัน เวลา และสถานที่ที่กําหนดไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด ๆ รวมทั้งผู้ขออนุญาตใช้สถานที่หรือเครื่องขยายเสียงหรือขอให้ทางราชการอํานวยความสะดวกในการชุมนุมเป็นผู้ประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะตามวรรคหนึ่ง
             การแจ้งการชุมนุมสาธารณะ ต้องระบุวัตถุประสงค์ และวัน ระยะเวลา และสถานที่ชุมนุมสาธารณะตามวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกําหนด ซึ่งต้องเป็นวิธีที่สะดวกแก่ผู้แจ้ง และต้องให้แจ้งผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศได้ด้วย

             มาตรา ๑๑  เมื่อได้รับแจ้งแล้ว ให้ผู้รับแจ้งส่งสรุปสาระสําคัญในการชุมนุมสาธารณะตามพระราชบัญญัตินี้ให้ผู้แจ้งทราบภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงนับแต่เวลาที่ได้รับแจ้ง
             ในกรณีที่ผู้รับแจ้งเห็นว่าการชุมนุมสาธารณะที่ได้รับแจ้งนั้นอาจขัดต่อมาตรา ๗ หรือมาตรา ๘ ให้ผู้รับแจ้งมีคําสั่งให้ผู้แจ้งแก้ไขภายในเวลาที่กําหนด
             หากผู้แจ้งการชุมนุมไม่ปฏิบัติตามคําสั่งตามวรรคสอง ให้ผู้รับแจ้งมีคําสั่งห้ามชุมนุมโดยแจ้งคําสั่งเป็นหนังสือไปยังผู้แจ้ง
             กรณีผู้แจ้งการชุมนุมไม่เห็นชอบด้วยกับคําสั่งตามวรรคสาม ให้ยื่นอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือผู้รับแจ้งขึ้นไปหนึ่งชั้น และให้ผู้รับอุทธรณ์วินิจฉัยและแจ้งคําวินิจฉัยอุทธรณ์ภายในเวลายี่สิบสี่ชั่วโมง คําวินิจฉัยอุทธรณ์นั้นให้เป็นที่สุด
              ในระหว่างมีคําสั่งห้ามชุมนุม การอุทธรณ์และพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ ให้งดการชุมนุมสาธารณะ

               มาตรา ๑๒  ให้ผู้ประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะซึ่งไม่สามารถแจ้งการชุมนุมได้ภายในกําหนดเวลาตามมาตรา ๑๐ แจ้งการชุมนุมพร้อมคําขอผ่อนผันกําหนดเวลาดังกล่าวต่อผู้บังคับการตํารวจผู้รับผิดชอบพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร หรือผู้บังคับการตํารวจภูธรจังหวัดในจังหวัดอื่นแล้วแต่กรณี
               ก่อนเริ่มการชุมนุม ให้นําความในมาตรา ๑๐ วรรคสาม มาใช้บังคับแก่การแจ้งตามวรรคหนึ่งโดยอนุโลม ให้ผู้รับคําขอผ่อนผันตามวรรคหนึ่งมีหนังสือแจ้งคําสั่งพร้อมด้วยเหตุผลให้ผู้ยื่นคําขอทราบภายในเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงนับแต่เวลาที่ได้รับคําขอ

               มาตรา ๑๔  การชุมนุมสาธารณะที่ไม่เป็นไปตามมาตรา ๖ หรือไม่แจ้งการชุมนุมตามมาตรา ๑๐ หรือที่ผู้แจ้งไม่ปฏิบัติตามคําสั่งของผู้รับแจ้ง หรือที่ผู้รับแจ้งมีคําสั่งห้ามการชุมนุมตามมาตรา ๑๑ หรือที่จัดขึ้นหลังจากที่ผู้ยื่นคําขอได้รับหนังสือแจ้งว่าไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะผ่อนผันกําหนดเวลาตามมาตรา ๑๒ ให้ถือว่าเป็นการชุมนุมสาธารณะที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

              สรุป สาระสำคัญที่กล่าวมาข้างต้น การชุมนุมสาธารณะที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คือ
              ๑. การชุมนุมสาธารณะที่ไม่เป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ รวมถึงไม่อยู่ภายใต้ขอบเขตการใช้สิทธิเสรีภาพตามกฎหมาย
              ๒. การชุมนุมสาธารณะที่ไม่แจ้งการชุมนุมก่อนเริ่มชุมนุมไม่น้อยกว่า ๒๔ ชั่วโมง
              ๓. การชุมนุมสาธารณะที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งที่ให้แก้ไขกรณีจัดการชุมนุมในบริเวณสถานที่สำคัญตามมาตรา ๗ หรือกีดขวางหรือรบกวนการปฏิบัติงานหรือใช้บริการในสถานที่ตามมาตรา ๘ ทั้งนี้ภายในเวลาที่กำหนด
              ๔. การชุมนุมสาธารณะที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งห้ามการชุมนุมที่ทำเป็นหนังสือ รวมถึงไม่งดการชุมนุมในระหว่างการอุทธรณ์และพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งนั้น
               ๕. การชุมนุมสาธารณะที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเป็นหนังสือที่แจ้งให้ทราบว่า ไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะผ่อนผันกำหนดเวลาที่ผู้แจ้งไม่แจ้งการชุมนุม(ก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่า ๒๔ ชั่วโมง)

               ในกรณีการชุมนุมสาธารณะที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๑๔ ให้เจ้าพนักงานประกาศให้ผู้ชุมนุมเลิกการชุมนุมภายในระยะเวลาที่กําหนด ในกรณีผู้จัดการชุมนุมหรือผู้ชุมนุมฝ่าฝืนมาตรา ๗ หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๘ ให้เจ้าพนักงานประกาศให้ผู้ชุมนุมแก้ไขภายในระยะเวลาที่กําหนด หากผู้ชุมนุมไม่ปฏิบัติตามประกาศดังกล่าว ให้เจ้าพนักงานร้องขอต่อศาลแพ่งหรือศาลจังหวัดที่มีเขตอํานาจเหนือสถานที่ที่มีการชุมนุมสาธารณะเพื่อมีคําสั่งให้ผู้ชุมนุมเลิกการชุมนุมสาธารณะนั้น ตามลำดับขั้นตอนของกฎหมายต่อไป.

วันอังคารที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2561

เหตุรำคาญ

พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.๒๕๓๕

              มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้
              “เจ้าพนักงานท้องถิ่น” หมายความว่า
                (๑) นายกเทศมนตรีสําหรับในเขตเทศบาล
                (๒) ประธานกรรมการสุขาภิบาลสําหรับในเขตสุขาภิบาล
                (๓) ผู้ว่าราชการจังหวัดสําหรับในเขตองค์การบริหารส่วนจังหวัด
                (๔) ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครสําหรับในเขตกรุงเทพมหานคร
                (๕) ปลัดเมืองพัทยาสำหรับในเขตเมืองพัทยา
                (๖) หัวหน้าผู้บริหารส่วนท้องถิ่นขององค์การปกครองท้องถิ่นอื่นที่กฎหมายกําหนดให้เป็นราชการส่วนท้องถิ่นสำหรับในเขตราชการส่วนท้องถิ่น

              มาตรา ๒๕ ในกรณีที่มีเหตุอันอาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อยู่อาศัยในบริเวณใกล้เคียงหรือผู้ที่ต้องประสบกับเหตุนั้นดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นเหตุรําคาญ
                (๑) แหล่งน้ำ ทางระบายน้ำ ที่อาบน้ำ ส้วม หรือที่ใส่มูลหรือเถ้า หรือสถานที่อื่นใด ซึ่งอยู่ในทําเลไม่เหมาะสม สกปรก มีการสะสมหรือหมักหมมสิ่งของ มีการเททิ้งสิ่งใด เป็นเหตุให้มีกลิ่นเหม็นหรือละอองเป็นพิษ หรือเป็นหรือน่าจะเป็นที่เพาะพันธุ์พาหะนําโรค หรือก่อให้เกิดความเสื่อมหรืออาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
                (๒) การเลี้ยงสัตว์ ในที่ หรือโดยวิธีใด หรือมีจํานวนเกินสมควร จนเป็นเหตุให้เสื่อม หรืออาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
                (๓) อาคารอันเป็นที่อยู่ของคนหรือสัตว์ โรงงานหรือสถานที่ประกอบการใดไม่มีการระบายอากาศ การระบายน้ำ การกําจัดสิ่งปฏิกูล หรือการควบคุมสารเป็นพิษ หรือมีแต่ไม่มีการควบคุมให้ปราศจากกลิ่นเหม็น หรือละอองสารเป็นพิษอย่างพอเพียง จนเป็นเหตุให้เสื่อมหรืออาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
                (๔) การกระทําใด ๆ อันเป็นเหตุให้เกิดกลิ่น แสง รังสี เสียง ความร้อน สิ่งมีพิษ ความสั่นสะเทือน ฝุ่น ละออง เขม่า เถ้า หรือกรณีอื่นใด จนเป็นเหตุให้เสื่อมหรืออาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
                (๕) เหตุอื่นใดที่รัฐมนตรีกําหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

              มาตรา ๒๖ ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอํานาจห้ามผู้หนึ่งผู้ใด มิให้ก่อเหตุรําคาญในที่หรือทางสาธารณะหรือสถานที่เอกชน รวมทั้งการระงับเหตุรําคาญด้วย ตลอดทั้งการดูแล ปรับปรุง บํารุงรักษาบรรดาถนน ทางบก ทางน้ำ รางระบายน้ํา คู คลอง และสถานที่ต่าง ๆ ในเขตของตนให้ปราศจากเหตุรําคาญ ในการนี้ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอํานาจออกคําสั่งเป็นหนังสือเพื่อระงับ กําจัดและควบคุมเหตุรําคาญต่าง ๆ ได้

              มาตรา ๒๗ ในกรณีที่มีเหตุรําคาญเกิดขึ้นหรืออาจเกิดขึ้นในที่หรือทางสาธารณะ ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอํานาจออกคําสั่งเป็นหนังสือให้บุคคลซึ่งเป็นต้นเหตุหรือเกี่ยวข้องกับการก่อหรืออาจก่อให้เกิดเหตุรําคาญนั้น ระงับหรือป้องกันเหตุรําคาญ ภายในเวลาอันสมควรตามที่ระบุไว้ในคําสั่ง และถ้าเห็นสมควรจะให้กระทําโดยวิธีใดเพื่อระงับหรือป้องกันเหตุรําคาญนั้น หรือสมควรกําหนดวิธีการเพื่อป้องกันมิให้มีเหตุรําคาญเกิดขึ้นอีกในอนาคต ให้ระบุไว้ในคําสั่งได้
              ในกรณีที่ปรากฎแก่เจ้าพนักงานท้องถิ่นว่าไม่มีการปฏิบัติตามคําสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามวรรคหนึ่ง และเหตุรําคาญที่เกิดขึ้นอาจเกิดอันตรายอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพ ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นระงับเหตุรําคาญนั้นและอาจจัดการตามความจําเป็นเพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุรําคาญนั้นขึ้นอีกโดยบุคคล ซึ่งเป็นเหตุหรือเกี่ยวข้องกับการก่อหรืออาจก่อให้เกิดเหตุรําคาญต้องเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายสําหรับการจัดการนั้น

              มาตรา ๒๘ ในกรณีที่มีเหตุรําคาญเกิดขึ้นในสถานที่เอกชน ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอํานาจออกคําสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองสถานที่นั้นระงับเหตุรําคาญ ภายในเวลาอันสมควรตามที่ระบุไว้ในคําสั่ง และถ้าเห็นสมควรจะให้กระทําโดยวิธีใดเพื่อระงับหรือป้องกันเหตุรําคาญนั้น หรือสมควรกําหนดวิธีการเพื่อป้องกันมิให้มีเหตุรําคาญเกิดขึ้นอีกในอนาคต ให้ระบุไว้ในคําสั่งได้
              ในกรณีที่ไม่มีการปฏิบัติตามคําสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามวรรคหนึ่ง ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นระงับเหตุรําคาญนั้นและอาจจัดการตามความจําเป็นเพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุรําคาญนั้นขึ้นอีก และถ้าเหตุรําคาญเกิดขึ้นจากการกระทํา การละเลย หรือการยินยอมของเจ้าของหรือผู้ครอบครองสถานที่นั้น เจ้าของหรือผู้ครอบครองสถานที่ดังกล่าวต้องเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายสําหรับการจัดการนั้น
              ในกรณีที่ปรากฎเจ้าพนักงานท้องถิ่นว่าเหตุรําคาญที่เกิดขึ้นในสถานที่เอกชนอาจเกิดอันตรายอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพ หรือมีผลกระทบต่อสภาวะความเป็นอยู่ที่เหมาะสมกับการดํารงชีพของประชาชน เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะออกคําสั่งเป็นหนังสือห้ามมิให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองใช้หรือยินยอมให้บุคคลใดใช้สถานที่นั้นทั้งหมดหรือบางส่วน จนกว่าจะเป็นที่พอใจแก่เจ้าพนักงานท้องถิ่นว่าได้มีการระงับเหตุรําคาญนั้นแล้วก็ได้

              มาตรา ๔๗ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่น เจ้าพนักงานสาธารณสุขและผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา ๔๔ เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และเพื่อประโยชน์ในการจับกุมหรือปราบปรามผู้กระทําความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้เจ้าพนักท้องถิ่น และผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตํารวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

              มาตรา ๗๔ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคําสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง หรือมาตรา ๒๘ วรรคหนึ่งหรือวรรคสาม โดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควรหรือขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา ๒๑ มาตรา ๒๗ วรรคสอง หรือมาตรา ๒๘ วรรคสอง ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

              มาตรา ๘๕ ให้มีคณะกรรมการเปรียบเทียบคดี
               (๑) ในเขตกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย ผู้แทนกรุงเทพมหานคร ผู้แทนสํานักงานอัยการสูงสุด และผู้แทนกรมตํารวจ
               (๒) ในเขตจังหวัดอื่น ประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัด อัยการจังหวัด และผู้กํากับการตํารวจภูธรจังหวัด
               บรรดาความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้าเห็นว่าผู้ต้องหาไม่ควรได้รับโทษถึงจําคุกหรือไม่ควรถูกฟ้องร้อง ให้คณะกรรมการเปรียบเทียบคดีมีอํานาจเปรียบเทียบ
               สําหรับความผิดที่มีโทษปรับสถานเดียว หรือมีโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินสองพันบาทหรือทั้งจําทั้งปรับ ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือผู้ซึ่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นมอบหมายมีอํานาจเปรียบเทียบได้ด้วย
               เมื่อได้เสียค่าปรับตามที่เปรียบเทียบภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการเปรียบเทียบ ให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
               ถ้าผู้ต้องหาไม่ยินยอมตามที่เปรียบเทียบ หรือยินยอมแล้วไม่ชําระเงินค่าปรับภายในกําหนดเวลาดังกล่าว ให้ดําเนินคดีต่อไป

วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ความรู้เรื่องสถานบริการ (โดยย่อ)


พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.๒๕๐๙

              “มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้
              “สถานบริการ” หมายความว่า สถานที่ที่ตั้งขึ้นเพื่อให้บริการโดยหวังประโยชน์ในทางการค้าดังต่อไปนี้
                (๑) สถานเต้นรำ รำวง หรือรองเง็ง เป็นปกติธุระประเภทที่มีและประเภทที่ไม่มีคู่บริการ  (เช่น ดิสโก้เธค)
                (๒) สถานที่ที่มีอาหาร สุรา น้ำชา หรือเครื่องดื่มอย่างอื่นจำหน่ายและบริการ โดยมีผู้บำเรอสำหรับปรนนิบัติลูกค้า  (เช่น โรงน้ำชา)
                (๓) สถานอาบน้ำ นวด หรืออบตัว ซึ่งมีผู้บริการให้แก่ลูกค้า เว้นแต่     (เช่น สถานอาบอบนวด)
                      (ก) สถานที่ซึ่งผู้บริการได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนไทยประเภทการนวดไทยตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ หรือได้รับยกเว้นไม่ต้องขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนไทยประเภทการนวดไทยตามกฎหมายดังกล่าว หรือสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล  (เช่น นวดแผนไทย)
                     (ข) สถานที่เพื่อสุขภาพหรือเพื่อเสริมสวยที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งจะต้องมีลักษณะของสถานที่ การบริการหรือผู้ให้บริการเป็นไปตามมาตรฐานที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยด้วย ประกาศดังกล่าวจะกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบเพื่อการรับรองให้เป็นไปตามมาตรฐานนั้นด้วยก็ได้  หรือ    (เช่น  สปา)
                    (ค) สถานที่อื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
             (๔) สถานที่ที่มีอาหาร สุรา หรือเครื่องดื่มอย่างอื่นจำหน่ายหรือให้บริการ โดยมีรูปแบบอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้
                    (ก) มีดนตรี การแสดงดนตรี หรือการแสดงอื่นใดเพื่อการบันเทิง และยินยอม หรือปล่อยปละละเลยให้นักร้อง นักแสดง หรือพนักงานอื่นใดนั่งกับลูกค้า    (เช่น คาเฟ่)
                    (ข) มีการจัดอุปกรณ์การร้องเพลงประกอบดนตรีให้แก่ลูกค้า โดยจัดให้มีผู้บริการขับร้องเพลงกับลูกค้า หรือยินยอมหรือปล่อยปละละเลยให้พนักงานอื่นใดนั่งกับลูกค้า   (เช่น คาราโอเกะ)
                    (ค) มีการเต้นหรือยินยอมให้มีการเต้น หรือจัดให้มีการแสดงเต้น เช่น การเต้นบนเวทีหรือการเต้นบริเวณโต๊ะอาหารหรือเครื่องดื่ม   (เช่น ผับ)
                    (ง) มีลักษณะของสถานที่ การจัดแสงหรือเสียง หรืออุปกรณ์อื่นใดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
             (๕) สถานที่ที่มีอาหาร สุรา หรือเครื่องดื่มอย่างอื่นจำหน่าย โดยจัดให้มีการแสดงดนตรีหรือการแสดงอื่นใดเพื่อการบันเทิง ซึ่งปิดทำการหลังเวลา ๒๔.๐๐ นาฬิกา
             (๖) สถานที่อื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง”

             สรุป.-  สถานที่มีดนตรี มีนักร้องหรือพนักงานขับร้องเพลงกับลูกค้าหรือนั่งกับลูกค้า เป็นสถานบริการ  หรือยินยอมให้มีการเต้นบริเวณโต๊ะอาหารหรือเครื่องดื่มหรือแสดงการเต้น เป็นสถานบริการ , สถานที่มีการจำหน่ายสุราและมีการแสดงอื่นใด แม้ว่าไม่มีพนักงานมานั่งกับลูกค้าและไม่มีการเต้นบริเวณโต๊ะก็ตาม แต่ถ้าเปิดเกินเวลา ๒๔.๐๐ น. ก็เป็นสถานบริการ

           “มาตรา ๔  ห้ามมิให้ผู้ใดตั้งสถานบริการ เว้นแต่ จะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่”
           “มาตรา ๒๖  ผู้ใดตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือดำเนินกิจการสถานบริการเช่นว่านั้นในระหว่างถูกพักใช้ใบอนุญาต หรือดำเนินกิจการสถานบริการผิดประเภทที่ระบุไว้ในใบอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2559

การยื่นคำขอตาม พ.ร.บ.ธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ.๒๕๕๘


              ความเป็นมา พระราชบัญญัติธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ.๒๕๕๘ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๔ มี.ค.๒๕๕๙ โดยมีบทเฉพาะกาล ที่เปิดโอกาสให้กับผู้ประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัย และพนักงานรักษาความปลอดภัยเดิมที่มีอยู่ก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ ได้รับการยกเว้นในบางเรื่องโดยมีเงื่อนไขที่จะต้องยื่นเรื่องต่อนายทะเบียนภายในกำหนด
              ผู้ประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัยเดิม จะต้องยื่นคำขอรับใบอนุญาต ภายใน ๑๒๐ วัน หลังจากที่ พ.ร.บ. มีผลบังคับใช้ (ภายในวันที่ ๑ ก.ค. ๒๕๕๙)
              พนักงานรักษาความปลอดภัยเดิม จะต้องยื่นคำขอรับใบอนุญาต ภายใน ๙๐ วัน หลังจากที่ พ.ร.บ. มีผลบังคับใช้ (ภายในวันที่ ๑ มิ.ย. ๒๕๕๙)
              ถ้าหากผู้ประกอบธุรกิจเดิม ได้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตภายในกำหนด ก็จะสามารถประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัยต่อไปได้จนกว่าจะได้รับแจ้งคำสั่งไม่อนุญาตจากนายทะเบียน ทั้งนี้ จะต้องดำเนินการจดทะเบียนในรูปของบริษัท หรือแก้ไขสัดส่วนผู้ถือหุ้นหรือกรรมการให้เป็นไปตามกฎหมาย ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลาดังกล่าว
              ถ้าพนักงานรักษาความปลอดภัยเดิม ยื่นเรื่องภายในกำหนด ให้สามารถประกอบอาชีพต่อไปได้ จนกว่าจะได้รับแจ้งคำสั่งไม่อนุญาตจากนายทะเบียน และจะได้รับการยกเว้นคุณสมบัติ ไม่ต้องสำเร็จการศึกษาภาคบังคับตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาภาคบังคับ (มัธยมศึกษาตอนต้น) กรณีนี้หากไม่ดำเนินการให้ทันภายในวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๙ จะต้องเสียสิทธิได้รับการยกเว้นคุณสมบัติดังกล่าวนี้

              ระยะแรก ได้มีการร่างกฎกระทรวง ร่างระเบียบคณะกรรมการกำกับธุรกิจรักษาความปลอดภัย และประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งออกตามความ พ.ร.บ.ธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ.๒๕๕๘ ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการกำกับธุรกิจรักษาความปลอดภัย ซึ่งอยู่ในขั้นตอนเสนอคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยร่างกฎกระทรวงที่สำคัญในการรับคำขอใบอนุญาตและแบบคำขอรับใบอนุญาตแนบท้ายร่างกฎกระทรวง มีดังนี้
               ๑. ร่างกฎกระทรวง ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอรับและออกใบอนุญาต การขอต่อ และการอนุญาตการต่ออายุใบอนุญาต การขอใบแทนและการออกใบแทนใบอนุญาตประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ. .... (คลิกที่นี่)  ซึ่งเกี่ยวข้องกับการยื่นแบบคำขอในส่วนของบริษัทที่ประสงค์จะประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัย โดยให้ผู้ประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัย ยื่นแบบคำขออนุญาตประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัย (แบบ ธภ.๑) ได้ที่ท้องที่ที่ตั้งสถานประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัย ในกรุงเทพมหานครให้ยื่นคำขอต่อนายทะเบียนกลาง ณ สำนักงานทะเบียนกองบัญชาการตำรวจนครบาล ส่วนในจังหวัดอื่นนอกเหนือจากกรุงเทพฯ ให้ยื่นคำขอต่อนายทะเบียนจังหวัด ณ สำนักงานทะเบียนกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัด
               ๒. ร่างกฎกระทรวง ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอรับใบอนุญาต การออกใบอนุญาตเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยรับอนุญาต พ.ศ. .... (คลิกที่นี่)  ซึ่งเกี่ยวข้องกับการยื่นแบบคำขอในส่วนของผู้ที่ประสงค์จะเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยรับอนุญาต โดยให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยรับอนุญาต (แบบ ธภ.๖) ได้ที่สถานีตำรวจแห่งท้องที่ที่สำนักงานใหญ่ของผู้ประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัยตั้งอยู่ หรือสถานที่ทำงานปกติหรือภูมิลำเนาของผู้ยื่นคำขอ และเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีหน้าที่ได้รับคำขอ ในกรณีจังหวัดอื่นนอกเหนือจากกรุงเทพฯ ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีหน้าที่จัดทำหนังสือมอบให้ผู้ยื่นคำขอ เดินทางไปพิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อตรวจสอบประวัติที่ ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน หรือพิสูจน์หลักฐานจังหวัด แล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าวจะรวบรวมคำขอพร้อมด้วยเอกสารที่เกี่ยวข้องนำส่งนายทะเบียนจังหวัดต่อไป
               คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยรับอนุญาต มีดังนี้

การนับวันมีผลบังคับใช้ ในราชกิจจานุเบกษา

การกำหนดวันมีผลบังคับใช้ในราชกิจจานุเบกษา 

             การกำหนดวันที่มีผลบังคับใช้ในราชกิจจานุเบกษา สามารถกำหนดได้หลายรูปแบบ ดังนี้
             ๑.  ให้มีผลใช้บังคับนับตั้งแต่วันประกาศ  คือ  ผู้มีอำนาจลงนามในประกาศวันไหน ก็มีผลใช้บังคับวันนั้น
             ๒.  ให้มีผลใช้บังคับนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา  คือ  เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันใด ก็มีผลใช้บังคับวันนั้น
             ๓. ให้มีผลใช้บังคับนับถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา  คือ  เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันใด ก็ให้มีผลบังคับถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
             ๔. ให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด ๙๐ วัน หรือ ๑๒๐ นับจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา  คือ  ให้นับจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปอีก ๙๐ วัน หรือ ๑๒๐ วัน
             ตัวอย่างเช่น
                     กรณีที่กฎหมายกำหนดให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด ๖๐ วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป  ถ้ากฎหมายลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ ๑ ม.ค. ๒๕๕๑ (ดูจากหัวกระดาษมุมบนขวา)  จะต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ ๑ ม.ค. ๒๕๕๑  ไปจนครบ ๖๐ วัน  ซึ่งจะครบ ๖๐ วัน ในวันที่ ๒๙ ก.พ. ๒๕๕๑  กฎหมายให้ใช้บังคับเมื่อพ้น ๖๐ วัน  ดังนั้น  จึงเริ่มมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ มี.ค. ๒๕๕๑  เป็นต้นไป (กรณี ๙๐ วัน , ๑๒๐ วัน  หรือ ๑๘๐ วัน  ก็ใช้วิธีการนับเช่นเดียวกัน)
                    กรณีที่กฎหมายให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป  ถ้ากฎหมายลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ ๑ ม.ค.๒๕๕๑  วันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับจึงเป็นวันถัดไป คือวันที่ ๒ ม.ค. ๒๕๕๑
              ซึ่งการกำหนดแบบนี้ก็เพื่อให้หน่วยงานซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติตามกฎหมายหรือผู้ถูกบังคับได้รับรู้รับทราบหรือเตรียมตัวก่อนที่จะใช้กฎหมาย

(ที่มา : กระดานถาม-ตอบ ราชกิจจานุเบกษา)