วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2559

การบูรณาการทำงานแบบทีมสอบสวน

                ปัญหาความทุกข์ร้อนของประชาชนหรือผู้เสียหายที่ต้องเดินทางเข้ามาพบ ขอคำปรึกษาด้านกฎหมาย การร้องทุกข์ หรือขอความช่วยเหลือจากเจ้าพนักงานตำรวจในสถานีตำรวจ ส่วนใหญ่แล้วจะต้องพบกับพนักงานสอบสวนซึ่งเป็นผู้ที่มีอำนาจสอบสวนคดีอาญาทั้งปวง เว้นแต่คดีความผิดต่อส่วนตัว จะต้องมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบก่อน จึงจะทำการสอบสวนได้  ถ้าหากไม่มีการสอบสวนในความผิดอาญาใด ๆ มาก่อน พนักงานอัยการจะยื่นฟ้องคดีนั้นต่อศาลไม่ได้เช่นกัน ดังนั้น ผู้มีหน้าที่ในการรับแจ้งความร้องทุกข์และอำนาจในการสอบสวนคดีจึงเป็นงานหลักของพนักงานสอบสวนและเป็นการให้บริการของรัฐแก่ประชาชนที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง 
                ข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในสถานีตำรวจที่เรียกว่า พนักงานสอบสวน นั้นมีจำนวนหลายนาย หากแต่การดำเนินการสอบสวนแต่ละคดีนั้นอยู่ในความรับผิดชอบของพนักงานสอบสวนผู้เป็นหัวหน้าในท้องที่นั้น ได้แก่ ผู้กำกับการสถานีตำรวจ หรือผู้รักษาการแทน ในการทำความเห็นควรสั่งฟ้อง หรือควรสั่งไม่ฟ้อง หรือควรงดการสอบสวน ในแต่ละสถานีตำรวจจะมีการจัดพนักงานสอบสวนเข้าเวรสอบสวนรับผิดชอบในการรับแจ้งความร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษ ตลอดเวลา ๒๔ ชั่วโมง ซึ่งแต่เดิมการทำงานของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจต่าง ๆ จะจัดพนักงานสอบสวนเข้าเวรสอบสวนเพื่อรับคำร้องทุกข์คดีอาญาหรือคดีจราจร โดยกำหนดเฉพาะเจาะจงตามลำพังนายเดียว และกำหนดห้วงเวลาเข้าเวรเป็นผลัดตามความเหมาะสมของแต่ละท้องที่ที่มีคดีเกิดขึ้นมากหรือน้อยต่างกัน เพื่อจะได้กำหนดช่วงเวลาให้ไปผัดฟ้อง ฝากขังที่ศาล หรือการไปเป็นพยานศาล ช่วงเวลาพักเวรเพื่อสะสางสำนวนคั่งค้างและการพักผ่อนเตรียมตัวสำหรับการเข้าเวรในผลัดต่อไป  ดังนั้น เมื่อมีผู้มาแจ้งความ หรือเมื่อได้รับแจ้งเหตุเกิดขึ้น หรือมีการจับกุมผู้กระทำความผิดมาส่งให้ดำเนินคดีในวันที่ตรงกับเวรสอบสวนของพนักงานสอบสวนนายใด ผู้นั้นก็จะรับผิดชอบเฉพาะในการทำสำนวนการสอบสวนของตนเองที่รับคำร้องทุกข์คดีนั้นมา เริ่มตั้งแต่การสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินการทั้งหลายอื่น เพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อจะเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ ตลอดจนการสืบสวน แสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐาน ตามอำนาจและหน้าที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน และเพื่อที่จะทราบรายละเอียดแห่งความผิด บางครั้งต้องออกติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาเองเพื่อให้ผู้เสียหายพึงพอใจ  
              ภาระหน้าที่ในการรวบรวมพยานหลักฐาน เช่น การสอบปากคำผู้กล่าวหา การสอบปากคำผู้ต้องหา และการติดตามพยานมาสอบปากคำ การออกตรวจสถานที่เกิดเหตุ ทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ และการรวบรวมเอกสารเพื่อทำสำนวนการสอบสวนตามรูปแบบที่กำหนดไว้ให้ครบถ้วน รวมถึงการลงบันทึกข้อมูลในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จนกว่าสำนวนจะเสร็จสิ้น ในระหว่างที่มีปัญหาก็อาจปรึกษาหัวหน้างานสอบสวน และหัวหน้าสถานีตำรวจได้ การปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวจึงถือเป็นเรื่องเฉพาะตัวของพนักงานสอบสวนผู้นั้น ถ้าผู้ใดบกพร่องดำเนินการไม่ครบถ้วนตามระเบียบก็อาจมีโทษทางวินัยตำรวจหรืออาจต้องหาคดีอาญาได้  ในการทำงานของคนส่วนใหญ่ ไม่ว่างานนั้นจะมากมายสักปานใด ทุกคนมีความสามารถทำได้สำเร็จกันอย่างแน่นอนกันทุกคน การทำงานจะเป็นไปอย่างมีความสุขถ้าไม่มีการจำกัดเวลาทำงาน เรียกได้ว่า ทำไปเรื่อย ๆ จนกว่าชีวิตจะหาไม่ เชื่อว่าทุกคนก็ทำงานได้โดยไม่เครียด ไม่เบื่อหน่าย เพราะมีเวลาให้พักผ่อนเพียงพอ เมื่อมีแรงกำลังสติปัญญาฟื้นกลับมาก็ทำงานอีกเมื่อไหร่ก็ได้ หากแต่การทำงานในทุกวันนี้ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะมีการจำกัดเวลาทำงาน งานทุกอย่างทุกขั้นตอนต้องมี Dead Line คือ ต้องทำให้เสร็จภายในกำหนด ถ้าทำไม่เสร็จก็ต้องได้รับโทษเพราะความล่าช้า เพราะโลกปัจจุบันเป็นเรื่องของการแข่งขัน การจำกัดระยะเวลาทำงานสามารถกระตุ้นให้ผู้ที่เฉื่อยชาสามารถขยันทำงานขึ้นมาได้จริง แต่กับคนที่ทำงานโดยไม่ได้พักผ่อนอยู่แล้ว กลับจะสร้างความเครียดและแรงกดดันอย่างมหาศาล จนทำให้เกิดโรคซึมเศร้าวิตกกังวลไปกันก็มาก

วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2559

สิทธิของผู้ต้องหา

            เมื่อจะจับกุม เจ้าพนักงานผู้จับกุมต้องแจ้งสิทธิให้ผู้จะถูกจับทราบ ตามมาตรา ๘๓ “ในการจับนั้น เจ้าพนักงานหรือราษฎรซึ่งทำการจับต้องแจ้งแก่ผู้ที่จะถูกจับนั้นว่า เขาต้องถูกจับ แล้วสั่งให้ผู้ถูกจับไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ถูกจับพร้อมด้วยผู้จับ  เว้นแต่สามารถนำไปที่ทำการของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบได้ในขณะนั้น  ให้นำไปที่ทำการของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบดังกล่าว แต่ถ้าจำเป็นก็ให้จับตัวไป // ในกรณีที่เจ้าพนักงานเป็นผู้จับ ต้องแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกจับทราบ  หากมีหมายจับให้แสดงต่อผู้ถูกจับ // พร้อมทั้งแจ้งด้วยว่า ผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะไม่ให้การหรือให้การก็ได้ และถ้อยคำของผู้ถูกจับนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้  และผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะพบและปรึกษาทนายความ หรือผู้ซึ่งจะเป็นทนายความ // ถ้าผู้ถูกจับประสงค์จะแจ้งให้ญาติ หรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจทราบถึงการจับกุม ที่สามารถดำเนินการได้โดยสะดวก และไม่เป็นการขัดขวางการจับ หรือการควบคุมผู้ถูกจับ  หรือทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด ก็ให้เจ้าพนักงานอนุญาตให้ผู้ถูกจับดำเนินการได้ตามสมควรแก่กรณี  ในการนี้ให้เจ้าพนักงานผู้จับนั้นบันทึกการจับดังกล่าวไว้ด้วย // ถ้าบุคคลซึ่งจะถูกจับขัดขวาง หรือจะขัดขวางการจับ หรือหลบหนี หรือพยายามจะหลบหนี  ผู้ทำการจับมีอำนาจใช้วิธี หรือการป้องกันทั้งหลาย เท่าที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งเรื่องในการจับนั้น”
            เจ้าพนักงานผู้จับหรือราษฎรเป็นผู้จับ จะต้องนำตัวผู้ถูกจับมอบให้แก่พนักงานตำรวจของที่ทำการพนักงานสอบสวน โดยเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งรับมอบตัวต้องแจ้งสิทธิให้ทราบ ตามมาตรา ๘๔ “เจ้าพนักงาน หรือราษฎรผู้ทำการจับ ต้องเอาตัวผู้ถูกจับไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวนตามมาตรา ๘๓ โดยทันที  และเมื่อถึงที่นั้นแล้ว ให้ส่งตัวผู้ถูกจับแก่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจของที่ทำการของพนักงานสอบสวนดังกล่าว เพื่อดำเนินการดังต่อไปนี้  (๑) ในกรณีที่เจ้าพนักงานเป็นผู้จับ ให้เจ้าพนักงานผู้จับนั้นแจ้งข้อกล่าวหา และรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุแห่งการจับให้ผู้ถูกจับทราบ  ถ้ามีหมายจับให้แจ้งให้ผู้ถูกจับทราบและอ่านให้ฟังและมอบสำเนาบันทึกการจับแก่ผู้ถูกจับนั้น  (๒) ในกรณีที่ราษฎรเป็นผู้จับ ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจซึ่งรับมอบตัวบันทึกชื่อ อาชีพ ที่อยู่ของผู้จับ อีกทั้งข้อความและพฤติการณ์แห่งการจับนั้นไว้ และให้ผู้จับลงลายมือชื่อกำกับไว้เป็นสำคัญ เพื่อดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาและรายละเอียดแห่งการจับให้ผู้ถูกจับทราบและแจ้งให้ผู้ถูกจับทราบด้วยว่า ผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะไม่ให้การหรือให้การก็ได้ และถ้อยคำของผู้ถูกจับอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ // เมื่อได้ดำเนินการตามวรรคหนึ่ง  แล้วให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ซึ่งมีผู้นำผู้ถูกจับมาส่ง  แจ้งให้ผู้ถูกจับทราบถึงสิทธิตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๗/๑ รวมทั้งจัดให้ผู้ถูกจับสามารถติดต่อกับญาติหรือผู้ซึ่งผู้ถูกจับไว้วางใจเพื่อแจ้งให้ทราบถึงการจับกุมและสถานที่ที่ถูกควบคุมได้ ในโอกาสแรก เมื่อผู้ถูกจับมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวนตามวรรคหนึ่ง  หรือถ้ากรณีผู้ถูกจับร้องขอให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเป็นผู้แจ้ง ก็ให้จัดการตามคำร้องขอนั้นโดยเร็ว และให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจบันทึกไว้ ในการนี้มิให้เรียกค่าใช้จ่ายใด ๆ จากผู้ถูกจับ // ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในชั้นจับกุมหรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิด ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน  แต่ถ้าเป็นถ้อยคำอื่น จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ต่อเมื่อได้มีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือตามมาตรา ๘๓ วรรคสอง แก่ผู้ถูกจับแล้วแต่กรณี”

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2559

การยื่นคำขอตาม พ.ร.บ.ธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ.๒๕๕๘

               พ.ร.บ.ธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ.๒๕๕๘ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๔ มี.ค.๒๕๕๙ โดยมีบทเฉพาะกาล ที่เปิดโอกาสให้กับผู้ประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัย และพนักงานรักษาความปลอดภัยเดิมที่มีอยู่ก่อนที่ พ.ร.บ. จะมีผลบังคับใช้ ได้รับการยกเว้นในบางเรื่องโดยมีเงื่อนไขที่จะต้องยื่นเรื่องต่อนายทะเบียนภายในกำหนด
               ผู้ประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัยเดิม จะต้องยื่นคำขอรับใบอนุญาตภายใน ๑๒๐ วัน หลังจากที่ พ.ร.บ. มีผลบังคับใช้ (๑ ก.ค. ๒๕๕๙)
               พนักงานรักษาความปลอดภัยเดิม จะต้องยื่นคำขอรับใบอนุญาตภายใน ๙๐ วัน หลังจากที่ พ.ร.บ. มีผลบังคับใช้ (๑ มิ.ย. ๒๕๕๙)
               ถ้าหากผู้ประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัยเดิม ยื่นคำขอรับใบอนุญาตภายในกำหนด ให้สามารถประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัยต่อไปได้จนกว่าจะได้รับแจ้งคำสั่งไม่อนุญาตจากนายทะเบียน ทั้งนี้ จะต้องดำเนินการจดทะเบียนบริษัท หรือแก้ไขสัดส่วนผู้ถือหุ้นหรือกรรมการ แล้วแต่กรณี ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลาดังกล่าว
               ถ้าพนักงานรักษาความปลอดภัยเดิม ยื่นเรื่องภายในกำหนด ให้สามารถประกอบอาชีพต่อไปได้ จนกว่าจะได้รับแจ้งคำสั่งไม่อนุญาตจากนายทะเบียน และจะได้รับการยกเว้นคุณสมบัติ ไม่ต้องสำเร็จการศึกษาภาคบังคับตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาภาคบังคับ (มัธยมศึกษาตอนต้น) กรณีนี้หากไม่ดำเนินการให้ทันภายในวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๙ จะต้องเสียสิทธิการยกเว้นคุณสมบัติดังกล่าวนี้ 
               ขณะนี้มีการร่างกฎกระทรวง ร่างระเบียบคณะกรรมการกำกับธุรกิจรักษาความปลอดภัย และประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งออกตามความ พ.ร.บ.ธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ.๒๕๕๘ ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการกำกับธุรกิจรักษาความปลอดภัย อยู่ในขั้นตอนเสนอคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยร่างกฎกระทรวง ที่สำคัญ ในการรับคำขอใบอนุญาต และแบบคำขอรับใบอนุญาตแนบท้ายร่างกฎกระทรวง มีดังนี้
                . ร่างกฎกระทรวง ว่าด้วย หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอรับและออกใบอนุญาต การขอต่อ และการอนุญาตการต่ออายุใบอนุญาต การขอใบแทนและการออกใบแทนใบอนุญาตประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ. .... (คลิกที่นี่)  ซึ่งเกี่ยวข้องกับการยื่นแบบคำขอในส่วนของบริษัทที่ประสงค์จะประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัย โดยให้ผู้ประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัย ยื่นแบบคำขออนุญาตประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัย (แบบ ธภ.๑) ได้ที่ท้องที่ที่ตั้งสถานประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัย ในกรุงเทพมหานครให้ยื่นคำขอต่อนายทะเบียนกลาง ณ สำนักงานทะเบียนกองบัญชาการตำรวจนครบาล ในส่วนของจังหวัดอื่นนอกเหนือจากกรุงเทพฯ ให้ยื่นคำขอต่อนายทะเบียนจังหวัด ณ สำนักงานทะเบียนกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัด
                ๒. ร่างกฎกระทรวง ว่าด้วย หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอรับใบอนุญาต การออกใบอนุญาตเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยรับอนุญาต พ.ศ. .... (คลิกที่นี่)  ซึ่งเกี่ยวข้องกับการยื่นแบบคำขอในส่วนของผู้ที่ประสงค์จะเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยรับอนุญาต โดยให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยรับอนุญาต (แบบ ธภ.๖) ได้ที่สถานีตำรวจแห่งท้องที่ที่สำนักงานใหญ่ของผู้ประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัยตั้งอยู่ หรือสถานที่ทำงานปกติหรือภูมิลำเนาของผู้ยื่นคำขอ และเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีหน้าที่ได้รับคำขอ ในกรณีจังหวัดอื่นนอกเหนือจากกรุงเทพฯ ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีหน้าที่จัดทำหนังสือมอบให้ผู้ยื่นคำขอ เดินทางไปพิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อตรวจสอบประวัติที่ ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน หรือพิสูจน์หลักฐานจังหวัด แล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าวจะรวบรวมคำขอพร้อมด้วยเอกสารที่เกี่ยวข้องนำส่งนายทะเบียนจังหวัดต่อไป 

การนับวันมีผลบังคับใช้ ในราชกิจจานุเบกษา

          การกำหนดวันมีผลบังคับใช้ ในราชกิจจานุเบกษา มีการกำหนดหลายรูปแบบ  เช่น
          ๑.  ให้มีผลใช้บังคับนับตั้งแต่วันประกาศ  คือ  ผู้มีอำนาจลงนามในประกาศวันไหน ก็มีผลใช้บังคับวันนั้น
          ๒.  ให้มีผลใช้บังคับนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา  คือ  เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันใด ก็มีผลใช้บังคับวันนั้น
          ๓. ให้มีผลใช้บังคับนับถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา  คือ  เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันใด ก็ให้มีผลบังคับถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
          ๔. ให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด ๙๐ วัน หรือ ๑๒๐ นับจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา  คือ  ให้นับจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปอีก ๙๐ วัน หรือ ๑๒๐ วัน
          ตัวอย่างเช่น
                    กรณีที่กฎหมายกำหนดให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด ๖๐ วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป  ถ้ากฎหมายลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ ๑ ม.ค. ๒๕๕๑ (ดูจากหัวกระดาษมุมบนขวา)  จะต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ ๑ ม.ค. ๒๕๕๑  ไปจนครบ ๖๐ วัน  ซึ่งจะครบ ๖๐ วัน ในวันที่ ๒๙ ก.พ. ๒๕๕๑  กฎหมายให้ใช้บังคับเมื่อพ้น ๖๐ วัน  ดังนั้น  จึงเริ่มมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ มี.ค. ๒๕๕๑  เป็นต้นไป (กรณี ๙๐ วัน , ๑๒๐ วัน  หรือ ๑๘๐ วัน  ก็ใช้วิธีการนับเช่นเดียวกัน)
                   กรณีที่กฎหมายให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป  ถ้ากฎหมายลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ ๑ ม.ค.๒๕๕๑  วันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับจึงเป็นวันถัดไป คือวันที่ ๒ ม.ค. ๒๕๕๑
          ซึ่งการกำหนดแบบนี้ก็เพื่อให้หน่วยงานซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติตามกฎหมายหรือผู้ถูกบังคับได้รับรู้รับทราบหรือเตรียมตัวก่อนที่จะใช้กฎหมาย

(ที่มา : กระดานถาม-ตอบ ราชกิจจานุเบกษา)

วันพุธที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2559

แนวทางประสานงานการสอบสวนคดีพิเศษ

แนวทางการประสานงานเพื่อปฏิบัติตามประกาศกคพ. (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๔
เรื่อง กำหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
               ข้อ ๑  ในกรณีที่พนักงานสอบสวนสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษในคดีความผิดทางอาญาตามที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายประกาศ กคพ. (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๔ เรื่องกำหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.๒๕๔๗ และเห็นว่า เรื่องที่การสืบสวนสอบสวนนั้น มีลักษณะของการกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.๒๕๔๗ และฉบับแก้ไขเพิ่มเติมดังต่อไปนี้
              (ก)  คดีความผิดทางอาญา ที่มีความซับซ้อน จำเป็นต้องใช้วิธีการสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเป็นพิเศษ
             (ข)  คดีความผิดทางอาญา ที่มีหรืออาจมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดีของประชาชนความมั่นคงของประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือระบบเศรษฐกิจ หรือการคลังของประเทศ
            (ค)  คดีความผิดทางอาญา ที่มีลักษณะเป็นการกระทำความผิดข้ามชาติที่สำคัญ หรือเป็นการกระทำขององค์กรอาชญากรรม
            (ง)  คดีความผิดทางอาญา ที่มีผู้ทรงอิทธิพลที่สำคัญเป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน
            (จ)  คดีความผิดทางอาญา ที่มีพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งมิใช่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษหรือเจ้าหน้าที่คดีพิเศษเป็นผู้ต้องสงสัย เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าน่าจะได้กระทำความผิดอาญา หรือเป็นผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ต้องหา
            ขอให้หน่วยงานเจ้าของสำนวน จัดการให้มีการส่งสำนวนการสอบสวนมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยถือปฏิบัติตามข้อบังคับ กคพ. ว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ในคดีพิเศษระหว่างหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง พ.ศ.๒๕๔๗ เพื่อดำเนินการสืบสวนและสอบสวนตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.๒๕๔๗ และที่แก้ไขเพิ่มเติม
            กรณีที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องดังกล่าวมีรายละเอียดของลักษณะของการกระทำความผิดตามประกาศ กคพ. (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๔ ฯ จะมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษทำการสอบสวนและรับโอนสำนวนการสอบสวนมาเพื่อดำเนินการต่อไป แต่ถ้าเห็นว่ายังไม่ได้มีรายละเอียดของลักษณะของการกระทำความผิดตามที่กำหนด อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษจะมีคำสั่งให้คืนสำนวนการสอบสวนเพื่อดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไป
            ข้อ ๒  กรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษรับคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษ และอธิบดีมีคำสั่งให้ทำการสอบสวนคดีความผิดตามประกาศ กคพ. (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๔ ฯ แล้วต่อมาปรากฏว่า คดีดังกล่าวมีพนักงานสอบสวนสำนักงานตำรวจแห่งชาติทำการสอบสวนอยู่ กรมสอบสวนคดีพิเศษจะแจ้งคำสั่งของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษที่ให้ทำการสอบสวนเรื่องดังกล่าว ให้หัวหน้าหน่วยงานที่ทำการสอบสวนทราบ และให้หน่วยงานจัดการส่งสำนวนมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อดำเนินการสืบสวนและสอบสวนตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.๒๕๔๗ และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยถือปฏิบัติตามข้อบังคับ กคพ. ว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ในคดีพิเศษระหว่างหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง พ.ศ.๒๕๔๗

วันเสาร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2559

ความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.๒๕๒๒

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 844/2555
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 (มาตรา 42, 43)
             ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของผู้ครอบครองบ้าน ด้านทิศตะวันตกติดกับตึกแถวสามชั้นของผู้ถูกฟ้องคดีร่วม ประมาณกลางปี พ.ศ. 2546 ผู้ถูกฟ้องคดีร่วมได้ทำการซ่อมแซมตึกแถวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าอาคารพิพาทสร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 และเป็นการสร้างที่ผิดแบบแปลนที่เทศบาลอนุญาต ซึ่ง ป. นายกเทศมนตรีตำบลท่าใหม่ในขณะนั้นได้มีหนังสือแจ้ง น. เจ้าของอาคารพิพาทเดิมให้ทำการแก้ไข แต่เจ้าของอาคารเดิมไม่ได้ดำเนินการใด ๆ
              อาคารพิพาทก่อสร้างโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายมาตั้งแต่ต้นและยังไม่มีการแก้ไขให้ถูกต้อง ความไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงยังคงดำรงอยู่ ผู้เป็นเจ้าของครอบครองอาคารมีหน้าที่ต้องแก้ไขให้ถูกต้อง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นซึ่งมีอำนาจตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 จึงมีอำนาจสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีร่วมดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องได้
             กรณีมิใช่นำกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังมาใช้บังคับกับผู้ถูกฟ้องคดีร่วม และเมื่อคดีพิพาทนี้ผู้ถูกฟ้องคดีร่วมยังไม่ได้ดำเนินการแก้ไขอาคารให้ถูกต้องตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นจะต้องดำเนินการแก้ไขความเดือดร้อนให้แก่ผู้ฟ้องคดี โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะต้องดำเนินการตามมาตรา 42 และมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522

คำชี้ขาดความเห็นแย้งฐาน ก่อสร้างอาคารเพื่อพาณิชยกรรมผิดไปจากความประสงค์ที่ได้แจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น และฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการก่อสร้างอาคารที่ผิดไปจากความประสงค์ที่ได้แจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น
(ชี้ขาดความเห็นแย้งที่ 430/2554)
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 (มาตรา 39 ทวิ)
             การที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นตรวจพบว่าในการก่อสร้างอาคารที่เกิดเหตุได้มีการก่อสร้างผิดไปจากแบบแปลนหลายรายการ และเป็นการก่อสร้างอาคารเพื่อพาณิชยกรรม จึงออกคำสั่งให้ผู้ต้องหาทั้งสามระงับการก่อสร้าง ห้ามใช้หรือเข้าไปในส่วนหนึ่งส่วนใดของอาคารที่เกิดเหตุ รวมทั้งให้ดำเนินการแก้ไข และยื่นคำขอรับใบอนุญาตก่อสร้าง โดยส่งคำสั่งดังกล่าวให้ผู้ต้องหาทั้งสามทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ และปิดประกาศสำเนาคำสั่งไว้ที่เปิดเผยเห็นได้ง่าย ณ อาคารที่เกิดเหตุแล้ว แต่เจ้าพนักงานท้องถิ่นไม่ได้จัดให้มีเครื่องหมายแสดงการห้ามผู้ต้องหาทั้งสามใช้หรือเข้าไปในส่วนใด ๆ ของอาคารหรือบริเวณอาคารที่เกิดเหตุไว้ในที่เปิดเผยเห็นได้ง่าย ณ บริเวณดังกล่าวแต่อย่างใด
              ดังนี้ ถือได้ว่าเจ้าพนักงานท้องถิ่นยังไม่ได้ดำเนินการออกคำสั่งให้ผู้ต้องหาทั้งสามปฏิบัติให้ครบถ้วนตาม พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 40 (2) การที่ผู้ต้องทั้งสามยังคงใช้หรือเข้าไปในอาคารหรือบริเวณอาคารที่เกิดเหตุ จึงไม่มีความผิดฐาน "ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามใช้หรือเข้าไปในอาคารหรือบริเวณอาคารที่เกิดเหตุซึ่งเป็นอาคารเพื่อพาณิชยกรรม"
             พนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งสามฐาน "ร่วมกันก่อสร้างอาคารเพื่อพาณิชย์กรรมให้ผิดไปจากที่ได้รับอนุญาต และร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการก่อสร้างที่ผิดไปจากแบบที่ได้รับอนุญาต" นั้น เมื่อคดีได้ความจากการสอบสวนเพิ่มเติมว่าผู้ต้องหาที่ 1 ได้ยื่นหนังสือแจ้งความประสงค์ขอทำการก่อสร้างอาคารที่เกิดเหตุตาม มาตรา 39 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มิใช่เป็นการก่อสร้างโดยไม่ได้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตก่อสร้างตาม มาตรา 25 ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงในการกระทำความผิดที่พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 นำมาเป็นเหตุผลในการมีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งสาม
            เมื่อความปรากฏในชั้นพิจารณาชี้ขาดความเห็นแย้ง จึงเห็นควรใช้อำนาจอัยการสูงสุดตามพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 15 มีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งสามฐาน "ร่วมกันก่อสร้างอาคารเพื่อพาณิชยกรรมผิดไปจากความประสงค์ที่ได้แจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น" ตามมาตรา 39 ทวิ และ "ร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการก่อสร้างอาคารที่ผิดไปจากความประสงค์ที่ได้แจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น" ตามมาตรา 39 ทวิ โดยถือเป็นการปรับบทกฎหมายในการลงโทษผู้กระทำความผิดให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน

.